แห้ว เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากมายถึงแม้ว่าชื่อของมันอาจจะดูไม่น่ารับประทานเท่าไรแต่สมุนไพรนี้มีสรรพคุณทางยามากมายเช่น ช่วยบรรเทาและแก้อาการร้อนในและกระหายน้ำ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ช่วยขับเสมหะและกัดเสมหะที่ข้นเหนียวออกจากบริเวณลำคอ ช่วยบรรเทาอาการคออักเสบ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายเป็นต้นอีกทั้งยังสามารถนำไปทำอาหารคาวหวานได้อีกหลากหลายเมนูไม่ว่าจะเป็น ตะโก้แห้ว ทับทิมกรอบ หรือจะนำไปแกงก็สามารถทำได้

แห้ว

แห้ว(Water nut)มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่าEleocharisdulcis Trin.จัดอยู่ในวงศ์CYPERACEAEมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นอื่นๆว่า แห้วกระเทียม , แห้วจีน , แห้วหมู , แห้วไทย เป็นต้น

ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายพันธุ์ของแห้ว

แห้วเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบประเทศที่มีอาการร้อนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถขึ้นเองตามธรรมชาติโดยส่วนมาพื้นที่ที่สามารถพบพืชชนิดนี้ได้ในบริเวณที่ชื้นมีน้ำขังเล็กน้อยโดยสายพันธุ์แห้วที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ แห้วจีน ,แห้วไทย เนื่องแห้วสองสายพันธุ์นี้ให้รสชาติที่อร่อยแถมให้เนื้อแห้วในปริมาณที่มากนั้นเองครับประเทศไทย ได้เริ่มมีการนำแห้วจีนเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 โดยกำนันวงษ์ ที่ได้ทำการทดลองนำมาปลูกในนาข้าวของตน ในอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ไม่ได้ผล เพราะเกิดเพลี้ยไฟระบาด ต่อมา นายจุ่น แก้วศรี ได้ทดลองปลูกที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งสามารถให้ผลิตสูงถึง 4 ตัน/ไร่ และปัจจุบันยังมีการปลูกมาเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง แถบแม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี

สรรพคุณและประโยชน์ของแห้ว

  • ช่วยบรรเทาและแก้อาการร้อนในและกระหายน้ำ
  • ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
  • ช่วยขับเสมหะและกัดเสมหะที่ข้นเหนียวออกจากบริเวณลำคอ
  • ช่วยบรรเทาอาการคออักเสบ
  • ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้อยู่ในเกินปกติ
  • ช่วยความดันโลหิตสูงและช่วยควบคุมควบดันให้อยู่ในเกินปกติ
  • ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังคลอดบุตร
  • ขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะขัด
  • ช่วยยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ให้ก่อเกิดโรคภายในร่างกายโดยสารที่ชื่อว่า พูชิน ที่มีอยู่ในผลแห้ว
  • ช่วยบำรุงปอดให้แข็งแรงขึ้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แก้อาการไอ ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • น้ำต้มจากแห้วจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในเด็กได้
  • แก้อาการเมาสุรา

 

ลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปของแห้ว

  • ลำต้นของแห้วแห้ว เป็นพันธุ์พืชวงศ์เดียวกันกับต้นกก เป็นพืชที่มีอายุเพียงปีเดียวลำต้นเป็นทรงกลมและตั้งตรง ลำตันมีลักษณะแข็งและอวบน้ำ แข็ง ความสูงเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 เมตร รากแห้วจะมีระบบรากเป็นแบบไรโซม หรือ คอร์ม นั้นคือ มีการแตกไหล และสร้างหัวใหม่ หัวแห้วมีลักษณะทรงกลม และค่อนข้างแบน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ หัวชนิดแรกจะเกิดเมื่อต้นมีอายุ 6-8 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นหัวขนาดเล็ก และหัวทำหน้าที่แทงยอดเป็นต้นอ่อนขึ้นล้อมรอบต้นแม่ 2. หัวชนิดที่สอง จะเกิดในช่วงแห้วออกดอกหรือหลังออกดอก แตกออกบริเวณโคนต้น ซึ่งทำมุม 45 องศา กับลำต้น เป็นหัวที่มีขนาดใหญ่กว่าชนิดแรกหัว ลักษณะเปลือกหัวในช่วงแรกจะมีสีขาว จากนั้น พัฒนามีเกล็ดสีสีน้ำตาลไม้มาหุ้ม ทั้งนี้ หัวแห้วที่นิยมเก็บจำหน่ายจะมีขนาดประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร แห้ว 1 ต้น จะให้หัวได้ประมาณ 7-10 หัว
  • ใบของแห้ว มีลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะกลม และยาวเรียว แผ่นใบมีสีเขียว
  • ดอกของแห้ว ลักษณะจะออกดอกเป็นช่อ บริเวณยอดลำต้น แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก เป็นช่อแบบดอกสมบูรณ์เพศ โดยมีดอกตัวเมียเกิดก่อน ซึ่งจะแทงออกเมื่อลำต้นสูงประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วดอกตัวผู้จึงแทงออกตามมา
  • ผลของแห้ว ผลแห้วมักเรียกเป็นเมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลอมดำ

แห้ว

วิธีการนำแห้วมาบริโภค

  • หัวแห้วสด เมื่อนำมาล้างทำความสะอาดก่อนต้มนาน 30-40 นาที สำหรับรับประทานจะทำให้เนื้อหัวมีสีขาว กรอบ และมีรสหวานอร่อย
  • แห้วต้มแล้วสุกนำมาปอกเปลือก ก่อนใช้ผสมกับธัญพืชชนิดอื่นๆในการทำขนมหวานหรืออาหาร อาทิ ไส้ขนมจีบหมู ไส้ซาลาเปา และตะโก้แห้ว เป็นต้น
  • หัวแห้วดิบนำมาปอกเปลือก ก่อนสับให้มีขนาดเล็ก แล้วตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาบดเป็นแป้งสำหรับประกอบอาหารหรือทำขนมหวานต่างๆ มีคุณสมบัติคล้ายแป้งข้าวโพดนั้นเอง
  • หัวแห้วต้มสุกนำมาปอกเปลือก ก่อนแปรรูปเป็นแห้วกระป๋องหรือแห้วในน้ำเชื่อม
  • หัวแห้วขนาดเล็กใช้เลี้ยงสัตว์ อาทิ โค และสุกร
  • ลำต้นแห้วนำมาเลี้ยงสัตว์ หรือ ใช้ตากแห้ง ก่อนกรีดเป็นเส้น แล้วใช้ทอเป็นเสื่อหรือสานเป็นตะกร้า หมวก หรือเครื่องใช้ต่างๆ