ต้นเร่ว เป็นสมุนไพรไทยพื้นของภาคตะวันออกของไทยเป็นที่รู้จักกันมาช้านานแล้วโดยการใช้ประโยชน์หลักๆมักนิยมนำไปใช้เป็นเครื่องสมุนไพรในน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวโดยจังหวัดที่นิยมใช้ได้แก่จันทบุรีและตราดนั้นเองโดยต้นเร่วจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์หลักๆได้แก่ เร่วหอม และเร่วใหญ่โดยทั้งสองสายพันธุ์มีสรรพคุณทางยาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันนั้นเองครับ โดยสรรพคุณทางยาหลักๆของต้นเร่วนั้นจะช่วยแก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้หืดไอ เสมหะ แก้ระดูขาว แก้ไข้สันนิบาตเป็นต้น

ต้นเร่ว

ต้นเร่ว(Bustard Cardamom)มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Amomum xanthioides Wall. ex Baker จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับขิง Zingiberaceae มีชื่อเรียกตามภาษาทางถิ่นพื้นเมืองว่า หน่อเนง (ชัยภูมิ) , มะอี้ หมากหมากแหน่ง (สระบุรี) , อี้ มะหมากอี้ (เชียงใหม่) , หมากเนิง (ภาคอีสาน) , เร่วใหญ่ (ทั่วไป) เป็นต้น

ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายสายพันธุ์ของของต้นเร่ว

ต้นเร่ว เป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอ่าวเปอร์เซียต่อมาได้มีการแพร่ขยายพันธุ์ไปยังพื้นที่เขตร้อนชื้นทั่วโลกโดยส่วนใหญ่มักจะพบเจอพืชชนิดนี้อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในพื้นที่ป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา โดยในประเทศไทยสามารถพบพืชชนิดนี้ได้ตามป่าแถบภาคตะวันออกของจังหวัดจันทบุรี ตราด เป็นต้นและเป็นสมุนไพรประจำถิ่นพื้นบ้านของจังหวัดจันทบุรี

ประโยชน์และสรรพคุณของต้นเร่ว

  • ช่วยบำรุงธาตุต่างๆภายในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการธาตุพิการ
  • ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด
  • ช่วยแก้อาการโลหิตขึ้นเบื้องสูง
  • ใช้เป็นยาแก้ไข้ต่างๆ
  • ช่วยแก้อาการไข้สันนิบาต
  • ช่วยบรรเทาอาการแก้ไข้เซื่องซึม
  • ช่วยแก้ไข้เพื่อดีและเสมหะได้
  • ช่วยแก้อาการหืด แก้อาการไอ
  • ช่วยแก้หืดบรรเทาอาการไอ
  • ช่วยลดอาการคลื่นเหียนอาเจียน
  • ผลช่วยแก้เสมหะในลำคอ ช่วยกัดเสมหะ
  • ช่วยแก้อาการร้อนใน บรรเทาอาการกระหายน้ำ
  • เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง และขับลมในกระเพราะอาหาร
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
  • บรรเทาอาการท้องเสีย ปวดท้องมวนท้อง อาการปวดท้องบิด
  • ช่วยขับผายลม ทำให้เรอ
  • ขับลมในลำไส้
  • ช่วยแก้อาการปัสสาวะพิการ
  • ใช้เป็นยารักษาโรคริดสีดวงทวารได้ดี
  • ช่วยแก้อาการระดูขาวของสตรี
  • ช่วยแก้อาการประจำเดือนมามากกว่าปกติหรือมีระดูมากนั้นเอง
  • ช่วยลดความเป็นพิษของสารพิษที่มีอันตรายต่อตับ
  • ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำนมและขับน้ำนมหลังการคลอดบุตรของสตรี
  • ช่วยรักษาอาการขัดในทรวง
  • ช่วยลดความดันโลหิตและช่วยให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปของต้นเร่ว

  • ลำต้นของต้นเร่ว จัดเป็นพันธุ์พืชล้มลุก มีเหง้าและลำต้นสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน โดยเฉพาะในดินร่วนซุยและมีร่มเงารำไรมีอาการชื้นเล็กน้อย ในประเทศไทยของเราสามารถพบได้ในทางภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางเป็นต้น
  • ใบของต้นเร่ว เป็นใบประกอบแบบเดี่ยว ออกเรียงสลับคล้ายขนนก ผิวของแผ่นใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ลักษณะของใบจะเรียวยาว เป็นรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลมและห้อยโค้งลง ก้านใบเป็นแผ่นมีขนาดสั้น
  • ดอกของต้นเร่ว ดอกมีสีขาวครีม มักจะออกเป็นช่อจากบริเวณยอดที่แทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ดอกมักจะรวมอยู่บนก้านเดียวกันเป็นช่อยาว ๆ มีลักษณะคล้ายกับดอกข่า กลีบดอกเป็นสีชมพูอ่อนแล้วจะค่อยๆเปลี่ยนสีน้ำตาลเทา โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อ โดยปลายดอกจะแยกเป็นกลีบ ก้านช่อดอกสั้น
  • ผลของต้นเร่ว ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม จะมี 3 พูและมีขน ผลแก่จะมีสีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ดจำนวนมากจับกันเป็นกลุ่มก้อนกลม ๆหรือกลมรี เมล็ดมีนั้นมีรูปร่างที่ไม่แน่นอน มีหลายเหลี่ยมและมีเป็นสันนูน เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลดำ ผิวด้านนอกเรียบมีเยื่อบางหุ้ม ปลายแหลมของเมล็ดมีรูเห็นได้เด่นชัด เมล็ดแข็ง เนื้อในเมล็ดมีสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดซ่า และมีรสขมเล็กน้อย

ต้นเร่ว

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:

  • มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในบริเวณกระเพาะอาหาร

ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในบริเวณกระเพาะอาหารของสารสกัดจากเมล็ดเร่ว ในหนูขาวทดลองเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawley  โดยการป้อนสารสกัดของพืชชนิดนี้แก่หนู หลังจากนั้นอีก 30 นาที ได้ป้อน 60% ethanol ใน 150 mM HClปริมาณ 0.5 ml/100g เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาว หลังจากหนูได้รับ HCl-ethanol แล้ว 1 ชั่วโมง จึงแยกกระเพาะอาหารออกมาศึกษา ผลการทดสอบพบว่าส่วนสกัดย่อยที่ 4 (150 mg/kg) และส่วนสกัดย่อยที่ 6 (100 mg/kg) ที่แยกจากสารสกัดบิวทานอล ทำให้ขนาดแผลในกระเพาะอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า lesion index เท่ากับ 5.6±0.56** และ 23.8±1.97* ตามลำดับ  (*p<0.05, **p<0.01 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม) โดยส่วนสกัดย่อยทั้งสองชนิดออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน cimetidine (lesion index เท่ากับ 25.6±2.12*) (Lee, et al.,2007)

  • มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการหลั่งกรด

ผลยับยั้งการหลั่งกรดในหนูที่ผ่านการทำ pyrolic ligation (ผูกกระเพาะอาหารส่วนปลาย) เพื่อกระตุ้นการหลั่งกรด และตัดกระเพาะอาหารออกมาศึกษา พบว่าสารสกัดบิวทานอล (350 mg/kg) และสารสกัดเอทานอล (1,000 mg/kg) จากเมล็ดเร่วใหญ่ สามารถลดปริมาณกรดรวมในกระเพาะอาหารได้ โดยมีค่าปริมาณกรดรวม (total acid output) เท่ากับ 42.73±3.89 และ 54.67±10.58 mEq/mL ตามลำดับ (p<0.05 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม) สารมาตรฐาน cimetidine (total acid output เท่ากับ 19.65±5.39 mEq/mL) (Lee, et al.,2007)

  • มีฤทธิ์ในยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori

เชื้อแบคทีเรีย Helicobacter  pylori เป็นสาเหตุหลักที่ทำการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดเร่วใหญ่ มีฤทธิ์สามารถยับยั้งเชื้อ H.pylori  ได้ดีที่สุด โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 1.43 μg/ml เทียบเท่ากับยามาตรฐาน ampicillim (MIC เท่ากับ 1.00 μg/ml) (Lee, et al.,2007)

  • มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร

การทดสอบในหลอดทดลองกับเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร 3 ชนิด ที่แยกได้จากมนุษย์ ได้แก่ AGS, KATO III และ SNU638 ผลการทดสอบพบว่าส่วนสกัดย่อยที่ 4 ที่แยกจากสารสกัดบิวทานอลของเมล็ดเร่วใหญ่ สามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งทั้ง 3 ชนิดได้ ที่ความเข้มข้น 1.0 และ 0.5 p.g/mL ภายหลังจากการสัมผัสสารทดสอบที่เวลา 24 และ 48 ชั่วโมง ตามลำดับ (Lee, et al.,2007) โดยสรุปสารสกัดจากเร่วสามารถนำไปพัฒนาในการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และมะเร็งกระเพาะอาหารได้

  • มีฤทธิ์ปกป้องตับ

ศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับของสารสกัดน้ำจากเร่วใหญ่ ในหนูขาวเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawley  ให้หนูได้รับสารไดเมททิลไนโตรซามีน (DMN) ขนาด 10 mg/kg โดยการฉีดเข้าช่องท้อง 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดอาการตับอักเสบกึ่งเรื้อรัง ร่วมกับการป้อนสารสกัดน้ำจากเร่วหอม ในขนาด 50 หรือ 100 mg/kg ในหนูแต่ละกลุ่ม โดยให้วันละครั้ง เป็นระยะเวลานาน 3 สัปดาห์ จากนั้นจึงนำตับและเลือดของหนูมาศึกษา ผลการศึกษาพบว่าการให้สารสกัดน้ำจากเร่วหอม ในขนาด 100 mg/kg สามารถช่วยลดระดับของเอนไซม์ตับ ซึ่งบ่งบอกภาวะอาการอักเสบของตับลดลง โดยมีปริมาณที่ตรวจพบในซีรัมดังนี้ alanine aminotransferase (123.6±39.9IU/L*), aspartate aminotransferase (227.9±69.6 IU/L**), alkaline phosphatase (820.9±360.9 IU/L*) และ total bilirubin (0.50±0.50g/dL*) (**p<0.01, * p<0.05 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN) การตรวจสอบในเนื้อเยื่อตับ พบว่าปริมาณสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบลดลงได้แก่ malondialdehyde (MDA) โดยมีปริมาณเท่ากับ 53.6±9.1 μM/g tissue) มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN (p<0.01) และลดการสะสมของคอลลาเจนในเซลล์ตับ วัดจากปริมาณ hydroxyproline มีค่าเท่ากับ 30.5 6.9 mg/g tissue ซึ่งมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN (p<0.01)  นอกจากนี้สารสกัดน้ำจากเร่วหอม ยังมีผลช่วยให้ระดับของสารต้านอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อตับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีปริมาณของ total antioxidant capacity (2.54±0.14μM/mg tissue), superoxide dismutase (0.30±0.04U/mg tissue), glutathione (2.10±0.52μM/mg tissue) และ catalase (605.0±103.9 U/mg tissue) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ DMN) (Wang, et al., 2013) โดยสรุปสารสกัดน้ำจากเร่วหอมมีผลปกป้องตับอักเสบเรื้อรังในหนู ผ่านกลไกของการต้านอนุมูลอิสระ

  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดในหลอดทดลอง ของสารสกัด 50% เอทานอล จากเมล็ดแห้งเร่วใหญ่ โดยวัดจากการนำกลูโคสกลับเข้าเซลล์ไขมันเพาะเลี้ยง ชนิด 3T3-L1 ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญของฮอร์โมนอินซูลินที่ทำหน้าที่ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จากผลการศึกษาพบว่าสารสกัดจากเมล็ดเร่วหอมในปริมาณขนาด 0.5 mg/ml สามารถกระตุ้นการนำกลูโคสกลับเข้าเซลล์ไขมัน ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) โดยคิดเป็น 3.4 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีสารสกัดจากเมล็ดเร่ว และเมื่อใช้สารสกัดขนาด 0.02, 0.1 และ 0.5 mg/ml ร่วมกับฮอร์โมนอินซูลิน (10 µmol/l) พบว่าสามารถเพิ่มการนำกลูโคสกลับเข้าเซลล์ได้ 1.3, 1.6 และ 1.7 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะอินซูลินโดยไม่มีสารสกัด จากการศึกษาสามารถยืนยันฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดแห้งเร่วหอมในหลอดทดลอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการพัฒนายาสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ (Kang and Kim, 2004)

เอกสารอ้างอิง

  • เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
  • Kang Y, Kim HY. Glucose uptake-stimulatory activity of Amomi Semen in 3T3-L1 J Ethnopharmacology. 2004;92:103-105.
  • Lee YS, Kang MH, Cho SY, Jeong CS. Effects of constituents of Amomum xanthioides on gastritis in rats and on growth of gastric cancer cells. Arc Pharm Res. 2007;30(4):436-443.
  • Wang J-H, Wang J, Choi M-K, Gao F, Lee D-S, Han J-M, et al. Hepatoprotective effect of Amomum xanthoides against dimethylnitrosamine-induced sub-chronic liver injury in a rat model. Pharm Biol. 2013;51(7):930-935.