เทียนสัตตบุษย์ เป็นหนึ่งในสมุนไพรตำรับยาพิกัดเทียนทั้ง ห้า เจ็ด และเก้านั้นเองโดยมีส่วนผสมขั้นต้นดังนี้ เทียนสัตตบุษย์ เทียนแดง เทียนขาว เทียนดำ และเทียนเยาวพาณี ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับยานั้นโดยมีสรรพคุณทางยาดังนี้แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้องเป็นต้น

เทียนสัตตบุษย์ ( Anise ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Pimpinella anisum L. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE) มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นพื้นเมืองอื่นๆว่า เสียวหุยเซียง โอวโจวต้าหุยเซียง (จีนกลาง) เป็นต้น

เทียนสัตตบุษย์

ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายพันธุ์ชองเทียนสัตตบุษย์

เทียนสัตตบุษย์เป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและได้มีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงทางตอนกลางและตอนใต้ของทวีปยุโรป รัสเซีย แอฟริกาเหนือ เม็กซิโก และอินเดียโดยนิยมปลูกไว้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ

ประโยชน์และสรรพคุณของเทียนสัตตบุษย์

  • เป็นยาร้อนเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอด ธาตุ และไต
  • ใช้เป็นยาแก้หอบหืด แก้หลอดลมอักเสบ
  • ใช้เป็นยาแก้ไข้หอบ
  • ช่วยขับเสมหะ แก้อาการไอ
  • เป็นส่วนผสมในยาอมแก้ไอ โดยใช้ร่วมกับชะเอมจีน
  • ช่วยขับเหงื่อ
  • ช่วยแก้อาการสะอึก
  • ใช้เป็นยาแก้ลมขึ้น ขับลม แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • ใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้อง
  • ช่วยแก้อาการแพ้ท้อง
  • ช่วยขับประจำเดือนของสตรี
  • ช่วยขับน้ำนมของสตรีหลังการคลอดบุตร
  • มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค
  • เป็นยาบำรุงโลหิต
  • แก้อาเจียน ช่วยขับลม
  • มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น
  • เป็นยาบรรเทาอาการท้องอืด

ลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปของเทียนสัตตบุษย์

  • ลำต้นของเทียนสัตตบุษย์ จัดเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปีมีความสูงโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1 เมตรกิ่งและก้านเป็นสีเขียว รูปทรงกลมผิวมีร่องหรือเหลี่ยมมีลักษณะคล้ายกับต้นผักชีไทยนั้นเอง
  • ใบของเทียนสัตตบุษย์ ใบเป็นใบเดี่ยวแทงขึ้นมาจากรากใต้ดิน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่เหมือนพัด ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ก้านใบยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ส่วนที่แตกจากกิ่งช่วงยอดต้นเป็นรูปแฉกยาวมีใบประกอบ 3 ใบ แบบขนนก ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย
  • ดอกของเทียนสัตตบุษย์ ออกดอกเป็นช่อคล้ายก้านซี่ร่ม หลายชั้น ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเหลืองหรือสีขาว มีกลีบดอก 5 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวมีขนาดเล็ก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ตัว ติดอยู่บนฐานรอบดอก เรียงสลับกับกลีบดอก มีรังไข่ 5 ห้อง อยู่ต่ำกว่า
  • ผลของเทียนสัตตบุษย์ ผลมีลักษณะเป็นรูปยาวรีกลม คดงอเล็กน้อย เปลือกผลเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี ปริมาณความชื้นไม่เกิน 11% v/w  ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 6% w/w  ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 12% w/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 2.5% w/w  ปริมาณสารสกัดเอทานอล ไม่น้อยกว่า 10% w/w  ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1.0 % v/w

สรรพคุณตำรายาไทย เมล็ด มีรสเผ็ดหอมติดหวานเล็กน้อย แก้ลมครรภ์รักษา แก้พิษระส่ำระสาย แก้อาการหอบ และสะอึก ช่วยแก้ไข้ แก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ใช้ผสมร่วมกับชะเอมจีนทำยาอมแก้ไอ  น้ำมันจากเมล็ด ขับเสมหะ ฆ่าเชื้อโรค ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อในเด็ก ฆ่าแมลง เช่น หมัด เหา เชื้อรา

บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ระบุการใช้เทียนสัตตบุษย์ ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏในตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของเทียนสัตตบุษย์ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณ บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:

ขนาดยาทั่วไป 0.5-1.0 กรัม วันละ 3 ครั้ง

องค์ประกอบทางเคมี:

น้ำมันหอมระเหย 1.5-5% เรียกว่า น้ำมันเทียนสัตตบุษย์ (anise oil) มีองค์ประกอบหลักคือ trans-anethole 80-90%, methyl chavicol (estragole) 1-2%

เทียนสัตตบุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์รักษาอาการท้องผูก การศึกษาเพื่อประเมินถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ของผลิตภัณฑ์ชาชงที่ประกอบด้วยผงสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ ผลเทียนสัตตบุษย์ 2 กรัม, ผลเทียนลวด 2 กรัม, ดอกอัลเดอร์เบอร์รี่ 5กรัม และดอกมะขามแขก 5 กรัม ผสมกันในรูปผงแห้ง นำมาศึกษาฤทธิ์ต่อการรักษาอาการท้องผูก โดยทำการทดลองแบบ randomized, crossover, placebo-controlled, single-blinded trial ในผู้ป่วย 20 รายที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ American Association of Gastroenterology ทำการแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่ม และทำการสลับลำดับของการให้ยาเป็นแบบ counterbalanced across subjects คือครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับสารทดสอบเป็นเวลา 5  วัน ขั้นตอนการเตรียมสารทดสอบ ใช้ผงพืชผสมแล้วจำนวน 15 กรัม ชงกับน้ำจำนวน 1,500 ml และให้ผู้ป่วยดื่ม 150 ml (เทียบเท่ากับ 1 กรัมของผลิตภัณฑ์) ดื่ม 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอกในช่วงเวลาเดียวกัน  โดยทั้งสองช่วงของการรักษาจะมีช่วงระยะเวลาการกำจัดยา (washout period) เป็นเวลา 9 วัน หลังจากนั้นจะให้ยาในทั้งสองกลุ่มอีกเป็นเวลา  5 วันเช่นเดียวกัน โดยผลการศึกษาหลักคือการวัดระยะเวลาการเคลื่อนของอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ (colonic transit time, CTT) โดยให้ผู้ป่วยรับประทานวัตถุทึบรังสี (radiopaque markers) ที่สามารถเอ็กซ์เรย์เห็นได้ ผลการศึกษารองคือจำนวนครั้งในการขับถ่ายต่อวัน, การรับรู้การทำงานของระบบทางเดินอาหาร, ผลข้างเคียง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ผลการทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยของเวลาการเคลื่อนของอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ (CTT)  จากการประเมินโดยการวัดทางรังสี มีค่าเท่ากับ 15.7 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดพืช และ 42.3 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก (p<001) และจำนวนครั้งในการขับถ่ายต่อวันมีค่าเพิ่มขึ้น เมื่อวันที่สองของการรักษา (p <0.001) และนอกจากนี้ผู้ป่วยมีการรับรู้ในการเคลื่อนไหวของการทำงานของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น (p< 0.01) แต่คุณภาพชีวิตไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ กับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกในช่วงของการรักษา ยกเว้นว่ามีการลดลงเล็กน้อยของระดับโพแทสเซียมในเลือด ในระหว่างที่ได้รับสารสกัดพืช และไม่พบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นของทั้งสองกลุ่มในช่วงของการรักษา สรุปว่าสารสกัดผสมของพืชดังกล่าวข้างต้นมีประสิทธิภาพในการเป็นยาระบาย และมีความปลอดภัยซึ่งสามารถใช้เป็นทางเลือกในการรักษาอาการท้องผูกได้  (Picon, et al., 2010)
  • ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย pyroliการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย H.Pyroli 15 สายพันธุ์ โดยพบว่าเชื้อ H.Pyroli มีความสัมพันธ์กับการเกิดกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น  โดยทำการสกัดสารจากเมล็ดเทียนสัตตบุษย์ ด้วยเมทานอล และทำการทดสอบความไวของเชื้อต่อสารทดสอบโดยใช้เทคนิค agar dilution method ผลการทดลองพบว่าสารสกัดจากเมล็ดเทียนสัตตบุษย์สามารถยับยั้งเชื้อ H.Pyroli โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดในการยับยั้งเชื้อ (MIC) เท่ากับ 100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (Mahady, et al., 2005)
  • ฤทธิ์ต้านการหดตัวของกล้ามเนื้อ การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเทียนสัตตบุษย์ ต่อการคลายตัวของมัดกล้ามเนื้อเรียบในอุ้งเชิงกรานของหนู โดยทำการสกัดสารจากส่วนเหนือดินของเทียนสัตตบุษย์ โดยใช้เอทานอลในน้ำ (hydroalcoholic extracts) ได้สารสกัดเอทานอล 40%, 60% และ 80% และทำการทดสอบฤทธิ์การคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบในอุ้งเชิงกรานของหนูแรท โดยการให้สารสกัดแก่หนูที่ถูกกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัวด้วย acetylcholine ผลการทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอล 60% ในขนาด 5–50 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร มีผลลดการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบในอุ้งเชิงกรานของหนู เมื่อถูกกระตุ้นด้วย acetylcholine โดยมีเปอร์เซ็นต์การคลายตัวเท่ากับ 31.55 ± 56% ในขณะที่ สารสกัด 40% และ 80% ไม่ออกฤทธิ์ (Tirapelli, et al., 2007)

เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ฤทธิ์ขยายหลอดลมของเทียนสัตตบุษย์”.  เข้าถึงได้จาก :mahidol.ac.th/pubhealth/.  [03 ม.ค. 2020].
  • Mahady GB, Pendland SL, Stoia A, Hamill FA, Fabricant D, Dietz BM, et al. In Vitro susceptibility of Helicobacter pylori to botanical extracts used traditionally for the treatment of gastrointestinal disorders. Phytother Res. 2005;19:988-991.
  • Picon PD, Picon RV, Costa AF, Sander GB, Amaral KM, Aboy AL, et al. Randomized clinical trial of a phytotherapic compound containing Pimpinella anisum, Foeniculum vulgare, Sambucus nigra, and Cassia augustifolia for chronic constipation. BMC Complementary and Alternative Medicine. 2010;10(1):1-9.
  • Tirapelli CR, Andrade CR, Cassano AO, Souza FA, Ambrosio SR, Costa FB, et al. Antispasmodic and relaxant effects of the hidroalcoholic extract of Pimpinella anisum (Apiaceae) on rat anococcygeus smooth muscle. J Ethnopharmacology. 2007;110(1):23-29.