บอระเพ็ด เป็นสุดยอดสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งของไทยนอกจากชื่อเสียงที่ด้านรสชาติที่มีความขมมากๆแล้วตัวสมุนไพรชนิดนี้ยังมีคุณประโยชน์มากมายอีกต่างหากโดยสรรพคุณเด่นของบอระเพ็ดคือแก้ไข้ทุกชนิด แก้พิษฝีดาษ เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มดื่มเพื่อให้เจริญอาหาร ช่วยย่อย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะอาหาร บำรุงร่างกาย แก้สะอึก แก้มาลาเรีย เป็นยาขับเหงื่อ ดับกระหาย แก้ร้อนในดีมาก แก้อหิวาตกโรค แก้ท้องเสีย ไข้จับสั่น ระงับความร้อน ทำให้เนื้อเย็น แก้โลหิตพิการเป็นต้น

บอระเพ็ด ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson จัดอยู่ในวงศ์บอระเพ็ด (MENISPERMACEAE) มีชื่อเรียกตามภาษาพื้นเมืองอื่นๆว่าเจตมูลหนาม (หนองคาย), ตัวเจตมูลยานหรือเถาหัวดำ (สระบุรี), หางหนู (อุบลราชธานี), จุ่งจิงหรือเครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) เป็นต้น

บอระเพ็ด

ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายสายพันธุ์ของบอระเพ็ด

บอระเพ็ด เป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานั้นเองสามารถพบเจอได้ในป่าเบจพรรณและป่าดิบแล้งของประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา เป็นต้นรวมถึงบางประเทศในเอเชียใต้ เช่น อินเดีย และศรีลังกาในประเทศไทยบอระเพ็ดนับเป็นพืชที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีมาช้านานแล้ว เพราะคนไทยในสมัยก่อนได้นำบอระเพ็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการป่วยต่างๆ เช่น ใช้ลดไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ฯลฯ

สรรพคุณและประโยชน์ของบอระเพ็ด

  • บอระเพ็ดช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส หน้าตาสดชื่น
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ชันนะตุ
  • ใช้แก้อาการกระหายน้ำ
  • ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย 
  • ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างภูมิต้านทาน (บอระเพ็ดลดความอ้วน
  • ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • มีสารลดความดันโลหิต ได้แก่ อะดีโนซีน(adenosine), ซาลโซลีนอล(salsolinol), ไฮเจนนามีน (higenamine)
  • แก้โรคดีซ่าน
  • ช่วยรักษาอาการโลหิตคั่งในสมอง
  • ช่วยให้เจริญอาหาร
  • แก้อาการร้อนใน
  • ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย
  • ช่วยขับเหงื่อ 
  • ช่วยฆ่าแมลงในหู
  • แก้รำมะนาด
  • แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต ไข้พิษ ไข้จับสั่น
  • ใช้ถอนพิษไข้
  • ใช้เป็นยาแก้ไข้
  • แก้ไข้มาลาเรียด้วยการกินบอระเพ็ดวันละ 2 องคุลีทุกวัน
  • แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ
  • แก้อาการแทรกซ้อนขณะเป็นไข้ทรพิษ
  • แก้อาการเสมหะเป็นพิษ
  • ช่วยรักษาฟัน
  • แก้อาการปวดฟัน
  • แก้สะอึก
  • แก้โรคกระเพาะอาหาร
  • แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • รักษาโรคริดสีดวงทวาร
  • รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
  • แก้อาการมดลูกเสีย
  • ช่วยบำรุงน้ำดี
  • ช่วยขับพยาธิ
  • ช่วยฆ่าพยาธิไส้เดือน
  • ช่วยฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน และในหู
  • แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • แก้อาการเกร็ง
  • ดับพิษปวดแสบปวดร้อน
  • ใช้ล้างแผลที่เกิดจากโรคซิฟิลิส
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนัง
  • รักษาผดผื่นตามร่างกาย
  • รักษาบาดทะยัก
  • แก้อาการปวดฝี
  • แก้พิษฝีดาษ
  • แก้ฝีมดลูก ฝีมุตกิด

บอระเพ็ด

ลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปของบอระเพ็ด

  • ลำต้นของบอระเพ็ด จัดเป็นพรรณไม้เลื้อยเนื้อแข็งเถากลมผิวขรุขระไม่เรียบ เป็นปุ่มเปลือกของเถาบางลอกออกได้ เป็นปุ่มกระจายทั่วไป เมื่อแก่เห็นปุ่มปมเหล่านี้หนาแน่น และชัดเจนมาก เปลือกเถาคล้ายเยื่อกระดาษ มียางขาว ใส เถามีรสขมจัด สีเทาแกมเหลือง
  • ใบของบอระเพ็ด ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ มักเป็นรูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลมโคนเรียวแหลมยาว ปลายจักเป็นรูปหัวใจลึก หรือตื้น เนื้อคล้ายแผ่นกระดาษบาง มักมีต่อม ใบด้านล่างบางครั้งพบต่อมแบนตามโคนง่ามของเส้นใบ เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ
  • ดอกของบอระเพ็ด ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆที่ไม่มีใบ มักออกดอกเมื่อใบหลุดร่วงหมดดอกมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันอยู่ต่างดอก
  • ผลของบอระเพ็ด ผลออกเป็นช่อ มีก้านผลเป็นรูปกึ่งปิรามิด ใต้ลงมาเป็นกลีบเลี้ยงที่ติดแน่น รูปไข่ผลสด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้ม ทรงรี

องค์ประกอบทางเคมี   

เถามีสารขมชื่อ picroretin, columbin, picroretroside, ไดเทอร์ปีนอยด์ชื่อ  tinosporan, columbin สารประเภทเอมีนที่พบคือ N-trans-feruloyl tyramine, N-cis-feruloyl tyramine สารฟีโนลิค ไกลโคไซด์ คือ tinoluberide

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไข้ มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของบอระเพ็ด โดยทดลองกับสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยสารต่างๆ ได้แก่ การทดลองกรอกสารสกัดบอระเพ็ดด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ให้กระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยยีสต์ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์ลดไข้ บุญเทียม และคณะ ได้ทดลองให้สารสกัดบอระเพ็ดด้วยน้ำกับหนูเพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยวัคซีนไทฟอยด์ในขนาด 100 มก./กก. โดยการผสมกับน้ำดื่ม  พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ และต่อมาได้ทำการทดลองโดยให้สารสกัดบอระเพ็ดกับกระต่ายและหนูขาวเพศผู้ที่เหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วย LPS (Lipopolysaccharide) ในขนาด 200 มก./กก. และ 600 มก./กก. ตามลำดับ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ได้เช่นเดียวกัน จากการศึกษาเชื่อว่ากลไกในการยับยั้งการเกิดไข้ของสารสกัดบอระเพ็ดน่าจะเกิดขึ้นจากการไปยับยั้งการสร้าง interleukin-1 หรือ prostaglandins (PGs) ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่อยู่ในระบบ CNS นอกจากนี้ยังมีผู้พบว่าส่วนสกัดด้วยบิวทานอลมีฤทธิ์ลดไข้ ไม่มีการทดลองแยกสารออกฤทธิ์ลดไข้จากบอระเพ็ด แต่มีรายงานฤทธิ์ลดไข้ของสารที่พบในบอระเพ็ดคือ berberine เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 10 มก./กก. และ b-sitosterol ซึ่งออกฤทธิ์ในขนาด 160 มก./กก.

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของชาชงบอระเพ็ดโดยการกรอกให้แกะเพศผู้ (ตอน) ในขนาด 8 มล./ตัว พบว่าชาชงบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบเท่ากับแอสไพริน 30 มก./น้ำหนักตัว 200 ก. Higashino และคณะ ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดเถาบอระเพ็ดด้วยเมทานอล (50%) กับหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วย carrageenin โดยให้กินสารสกัดในขนาด 10 มก./กก. พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยส่วนสกัดด้วยบิวทานอลออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าช่องท้อง และพบว่าส่วนสกัดในขนาด 3 มก./กก. เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังมีฤทธิ์เทียบเท่ากับ sulpyrine 250 มก./กก. และ diphenhydramine 10 มก./กก.

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A การศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A สารสำคัญที่พบในต้นบอระเพ็ด โดยการฉีด borapetosides A ให้แก่หนูเม้าส์ที่เป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 และหนูเม้าส์ปกติ วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน พบว่า borapetosides A จะช่วยเพิ่มระดับของไกลโคเจน และลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งหนูปกติ และหนูที่เป็นเบาหวาน โดยฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ borapetosides A เกี่ยวข้องกับการเพิ่มปริมาณอินซูลินในหนูปกติและหนูที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ไม่มีผลต่อระดับอินซูลินในหนูที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นอกจากนี้ยังพบว่าสาร borapetosides A กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลโคเจนในเซลล์เนื้อกล้ามเนื้อ รวมทั้งลดการแสดงออกของโปรตีน phosphoenolpyruvate carboxylase ที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นเบาหวานได้ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ดสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งชนิดที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับอินซูลิน โดยผ่านกลไกกระตุ้นการใช้กลูโคสของกล้ามเนื้อ ลดการสะสมน้ำตาลในเซลล์ และกระตุ้นการสร้างอินซูลิน

การทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานโดยให้ทานบอระเพ็ด วันละ 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แต่ขณะทำการทดลองผู้ป่วยหลายรายมีอาการตับอักเสบ และพบว่าการใช้บอระเพ็ดในขนาดสูงและติดต่อกันนานจะเป็นพิษต่อตับและไต มีรายงานการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดี 12 ราย กินบอระเพ็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ พบว่าแนวโน้มทำให้ระดับเอนไซม์ในตับเพิ่มขึ้น แสดงว่ามีแนวโน้มจะทำให้เกิดพิษต่อตับ

การศึกษาทางพิษวิทยา 

  • การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเถาด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูถีบจักร ขนาด 4 ก./กก. เทียบเท่าผงยาแห้ง 95 ก./กก. ไม่ทำให้เกิดอาการพิษ การศึกษาพิษเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูขาวพันธุ์วิสตาร์ทั้ง 2 เพศ ในขนาด 0.02, 0.16 และ 1.28 ก./กก./วัน หรือเทียบเท่าผงแห้ง 0.145, 1.16 และ 9.26 ก./กก. เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าหนูขาวทั้งสองเพศที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1.28 ก./กก. มีผลทำให้น้ำหนักหนูต่ำกว่ากลุ่มควบคุมและเกิดอาการผิดปกติของการทำงานของตับและไตได้ มีแพทย์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดเบาหวานของบอระเพ็ด พบว่าผู้ป่วยมีอาการตับอักเสบหลายราย

บอระเพ็ด

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • ส่วนที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาใช้ทำเป็นยาจะคือส่วนของ “เถาเพสลาก” เพราะมีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเกินไปนัก และมีรสชาติขมจัด แต่ถ้าเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสเฝื่อน ไม่ขม หรือถ้าอ่อนเกินไปก็จะมีรสไม่ขมมาก
  • การศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดี 12 คนที่กินบอระเพ็ดในขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ พบแนวโน้มระดับเอนไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแสดงว่าน่าจะก่อให้เกิดพิษต่อตับ
  • หากนำบอระเพ็ดมาใช้และพบอาการผิดปกติของการทำงานตับและไต ควรหยุดการใช้
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะเอนไซม์ตับบกพร่อง หรือผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต
  • สมุนไพรบอระเพ็ดสำหรับการรับประทานในส่วนของรากอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจมีผลต่อหัวใจ เนื่องจากเป็นยารสขม สิ่งที่ต้องระวังก็คือไม่ควรใช้ติดกันต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ในเดือนถัดไปก็ควรเว้นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อยเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพได้ก่อน ถ้าใช้ไปแล้วมีอาการมือเท้าเย็น แขนขาหมดเรี่ยวแรงก็ควรหยุดรับประทาน

เอกสารอ้างอิง

  • บอระเพ็ด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล ยุวดี วงษ์กระจ่าง และคณะ.  รายงานฉบับสมบูรณ์ขององค์การเภสัชกรรม, 2541:18
  • Higashino H, Suzuki A, Tanaka Y, Pootakham K. Inhibitory effects of Siamese Tinospora crispa extracts on the carrageenin-induced foot pad edema in rats (the 1st report).  Nippon Yakurigaku Zasshi 1992;100(4):339-44.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=vienpage&pid=64
  • Kongsaktrakoon B, Temsiririrkkul R, Suvitayavat W, Nakornchai S, Wongkrajang Y. The antipyretic effect of Tinospora crispa Mier ex Hook.f. & Thoms.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1994;21(1):1-6.
  • บอระเพ็ด.ชาสมุนไพรบรรเทาอาการไข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า3-5
  • กัมปนาท รื่นรมย์.ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดในการเป็นสารกำจัดแมลงต่อหนอนใยผัก(Plutella xylostella L.)
  • Sabir M, Akhter MH, Bhide NK. Further studies on pharmacology of berberine.  Indian J Physiol Pharmacol 1978;22:9.
  • บอระเพ็ด ประโยชน์/สรรพคุณบอระเพ็ด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://puechkaset.com
  • บุญส่ง คงคาทิพย์ และสมนึก วงศ์ทอง การแยกสารออกฤทธิ์ฆ่าหนอนเจาะเสมอฝ้ายจากต้นบอระเพ็ดและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของสารกับการออกฤทธิ์
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จากhttp:// phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=64