ไพล หรือ ปูเลย เป็นสมุนไพรไทยที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันโดยตำรับยาไทยที่ใช้ปูเลยได้แก่ พิกัดตรีผลธาตุที่มีส่วนประกอบของเหง้ากระทือ หัวตะไคร้หอม เหง้าไพลมีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้ไข้ตัวร้อน แก้กำเดา แก้ฟกบวมปวดเมื่อยเป็นต้น

ไพล (Phlai)ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber montanum (J.Koenig) Link ex A.Dietr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Zingiber cassumunar Roxb., Zingiber purpureum Roscoe) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)มีชื่อเรียกตามภาษาพื้นเมืองอื่นๆว่า ปูขมิ้น มิ้นสะล่าง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน), ว่านไฟ ไพลเหลือง (ภาคกลาง), ปูเลย ปูลอย (ภาคเหนือ), ว่านปอบ (ภาคอีสาน) เป็นต้น

ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายสายพันธุ์ของไพล

ไพล เป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียกลางในแถบประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ปลูกกันมากในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว

ไพล

ประโยชน์และสรรพคุณของไพล

  • ช่วยขับโลหิตและกระจายเลือดเสีย
  • กระจายเลือดที่เป็นลิ่มเป็นก้อน
  • ช่วยแก้ธาตุพิการ
  • ช่วยแก้ไข้
  • ช่วยแก้อาเจียน อาการอาเจียนเป็นโลหิต
  • ช่วยแก้อาการปวดฟัน
  • ช่วยแก้เลือดกำเดาไหลออกทางจมูก
  • ช่วยรักษาโรคที่บังเกิดแต่โลหิตออกทางปากและจมูก
  • ใช้เป็นยารักษาหอบหืด
  • ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องขึ้น ท้องเดิน
  • ช่วยขับลมในลำไส้
  • ช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องเสีย แก้บิด บิดเป็นมูกเลือด
  • ช่วยแก้อาการท้องผูก
  • ช่วยสมานแผลในลำไส้ แก้ลำไส้อักเสบ
  • ช่วยแก้อุจจาระพิการ
  • ช่วยขับระดู ประจำเดือนของสตรี ขับเลือดร้ายทั้งหลาย และแก้มุตกิดระดูขาว
  • ช่วยทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
  • ช่วยรักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง
  • ช่วยลดอาการอักเสบ แก้ปวด บวม เส้นตึง เมื่อยขบ
  • ช่วยแก้เมื่อย แก้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามร่างกาย
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนัง
  • เหง้าช่วยรักษาฝี ดูดหนอง
  • ช่วยแก้ผดผื่นคัน
  • ใช้ทาเคลือบแผลเพื่อป้องกันอาการติดเชื้อได้
  • ช่วยแก้อาการครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ช่วยรักษาโรคเหน็บชา
  • เหง้าใช้เป็นยาแก้เล็บถอด
  • มีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบได้

ลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปของไพล

  • ลำต้นของไพล จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลือกมีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อด้านในมีสีเหลืองถึงสีเหลืองอมเขียว แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ โดยจะประกอบไปด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกันอยู่ เหง้าไพลสดฉ่ำน้ำ รสฝาด เอียด ร้อนซ่า มีกลิ่นหอมเฉพาะ
  • ใบของไพล ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมรูปหอก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับคล้ายใบขิงแต่กลิ่นคนละแบบ
  • ดอกของไพล ออกดอกเป็นช่อ แทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกมีสีนวล มีใบประดับสีม่วง
  • ผลของไพล ลักษณะของผลเป็นผลแห้งรูปกลม

ข้อควรระวังของการใช้ไพล :

  • การรับประทานไพลในปริมาณที่มากหรือรับประทานเป็นระยะเวลานานเกินไปจะทำให้เกิดพิษอันตรายต่อตับ และยังไม่มีได้มีการยอมรับให้เป็นสมุนไพรทางเลือกในการรักษาอาการหอบหืด จึงไม่ควรนำมารับประทานติดต่อกันนานๆ
  • ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรชนิดนี้กับสตรีมีครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรและเด็กเล็ก
  • การใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์ความงามที่มีไพลเป็นส่วนผสมตามเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆหรือบริเวณที่มีบาดแผล

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:

ปริมาณน้ำไม่เกิน 13% w/w  ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w  ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 9% w/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 3.0% w/w  ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 2% v/w  ปริมาณสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มไม่น้อยกว่า 5% w/w  สารสกัดเฮกเซน ไม่น้อยกว่า 3% w/w

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา

  • รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง

ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ดขัดยอก หรือใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อย และบวมฟกช้ำ เช้า-เย็นจนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพลหนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่ผงกานพลูประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใสการบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ในภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูร ให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของนายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา)

  • ครีมที่มีน้ำมันไพล 14% ใช้ทาและถูเบาๆบริเวณที่มีอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก วันละ 2-3 ครั้ง
  • รักษาโรคผิวหนังผื่นคัน เหง้าบดทำเป็นผงผสมน้ำหรือเหง้าสดล้างให้สะอาด ฝนน้ำทา

องค์ประกอบทางเคมี

  • น้ำมันระเหยง่าย มีสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ terpinen-4-ol, sabinene, caryophyllene, cineol, alpha-pinene, beta-pinene, myrcene, terpinene, limonene, p-cymene, terpinolene, eugenol, farneraol, alflabene, 3,4 dimethoxy benzaldehyde
  • สารสีเหลือง curcumin, cassumunarins A, B, C
  • สารกลุ่มฟีนิลบิวทานอยด์ หลายชนิด เช่น (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD) ที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และสารอื่นๆ ได้แก่ 4-(4-hydroxyl-1-butenyl)-veratrole, naphthoquinone derivative, vanillin, vanillic acid, veratric acid, β-sitosterol

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารบริสุทธิ์ 3 ชนิด ที่แยกได้จากเหง้าไพล ได้แก่ terpinene – 4 – 0l, α- terpinene และ (E)1-(3 ,4-dimethoxyphenyl) but-3-en-1-0l ซึ่งเป็นสารฟีนิลบิวตานอยด์ การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวด พบว่าเป็นผลจากสาร (E)1-(3 ,4- dimethoxyphenyl) but-3-en-1-0l มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเป็น 2 เท่าของยามาตรฐาน diclofenac ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้บรรเทาอาการอักเสบ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase และ lipooxygenase จากการศึกษาผลของการลดการอักเสบในสัตว์ทดลองโดยวิธีต่างๆ พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูจากการฉีดคาราจีแนน และลดอาการอักเสบของใบหูหนูจากการทากรด arachinodic  (ชลิต และคณะ, 2554) ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ ของสาร (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD), ที่แยกได้จากเหง้าไพล ในสัตว์ทดลองโดยใช้หนูขาวเพศผู้สายพันธ์ุุ Sprague-Dawley โดยดูผลในการยับยั้งการบวมของใบหูหนู กี่ถูกกระตุ้นให้เกิดการบวมด้วยสาร ethyl phenylpropiolate (EPP), arachidonic acid (AA) และ 12-O-tetradecanoylphorbol 13-acetate (TPA)  โดยฤทธิ์ในการยับยั้ง จะขึ้นกับปริมาณสารสกัด ที่สัตว์ทดลองได้รับ และพบว่า สาร  DMPBD ออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายามาตรฐานทุกการทดสอบ ในการทดลองโดยใช้ EPP กระตุ้นให้เกิดการบวมของหูหนู สาร DMPBD และสารมาตรฐาน oxyphenbutazone มีค่าการยับยั้ง  IC50 เท่ากับ 21 และ 136 nmol/ear ในการทดลองโดยใช้ AA กระตุ้นให้เกิดการบวมของใบหูหนู สาร DMPBD และสารมาตรฐาน phenidone มีค่าการยับยั้ง  IC50 เท่ากับ 60 และ 2,520 nmol/ear  เมื่อใช้ TPA-กระตุ้นให้เกิดการบวมของใบหูหนู สาร DMPBD และสารมาตรฐาน diclofenac มีค่าการยับยั้ง  IC50เท่ากับ 660 และ  7200 pmol/ear พบว่าสาร  DMPBD ออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายา diclofenac ประมาณ 11 เท่า  สาร DMPBD และ diclofenac สามารถยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วย carrageenan แต่ไม่สามารถยับยั้งเมื่อใช้  platelet activating factor (PAF) เป็นตัวกระตุ้น (Jeenaponga, et al, 2003)
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลองของน้ำมันไพล ทดสอบด้วยวิธี ABTS cation radical decolorization และ DPPH โดยเปรียบเทียบกับน้ำมันจากใบยูคาลิปตัส และเปลือกมะนาว และฤทธิ์ในการทำลายอนุมูลชนิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในเซลล์โมโนซัยต์ โดยใช้สารเรืองแสง DCFH ผลการศึกษาพบว่าน้ำมันไพลมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด (11.46 ± 0.72 mmol Trolox/ml) ตามด้วยน้ำมันจากใบยูคาลิปตัส (9.30 ± 2.20 mmol Trolox/ml) และน้ำมันจากเปลือกผิวมะนาว (0.00 ± 0.58 mmol Trolox/ml) น้ำมันไพลยังสามารถทำลายอนุมูลชนิด H2O2 ที่เกิดจากการใช้ Ultrasound (3.0 W/cm2, continuous mode, 20 min) โดยพบว่าน้ำมันไพลที่ความเข้มข้น 1:2,000 และ 1:1,000 โดยปริมาตรต่อปริมาตร สามารถลดการเรืองแสงของ DCFH ภายในเซลล์ได้ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ควบคุม     ฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ทำการศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยงแมคโคฟาจน์ (J774) ที่กระตุ้นการอักเสบด้วยสาร Lipopolysaccharide (LPS) โดยทำการตรวจวัดปริมาณของไนตริกออกไซด์ และปริมาณของเอนไซม์ COX II ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขบวนการอักเสบ ด้วยวิธี Griess reagent และชุดตรวจวัด COX II ELISA kit ผลการทดสอบพบว่าน้ำมันไพลสามารถยับยั้งการหลั่งสารไนตริกออกไซด์จากเซลล์แมคโคฟาจน์ตามความเข้มที่ 1:100 (24.20 ± 1.42 µmol/l) และ 1:1,000 (28.56 ± 3.8 µmol/l) เมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ควบคุม (35±5.2 µmol/l) นอกจากนี้แล้วยังพบว่าน้ำมันไพลยังสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ COX II ได้ตามความเข้มข้นของน้ำมันไพลที่ 1:1,000 และ 1:2,000 อย่างมีนัยสำคัญ  การตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันไพลด้วยเครื่อง GC-MS พบว่ามีสารสำคัญ 3 ชนิดคือ Sabinene (18.79%), Terpinen-4-ol (48.17%) และ (E)-1-(3,4-dimethyoxyphenyl) butadiene (15.09%)  สำหรับฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูทดลอง โดยนำน้ำมันไพลไปเก็บกักในนีโอโซม แล้วนำมาผสมในเจล สำหรับการรักษาด้วยเครื่อง Ultrasound หรือ Iontophoresis โดยกระตุ้นการอักเสบที่ผิวหนังด้วยสาร LPS ทำการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิว และอัตราการไหลของเลือดที่ผิวหนัง หลังจากได้พัฒนาน้ำมันไพลในรูปแบบของนีโอไพลที่ความเข้มข้น 0.1% แล้วนำมารักษาด้วยเครื่องอัตราซาวน์ (Ultrasoud) ที่ความเข้ม 0.2 w/cm2 ในรูปแบบ 20% นาน 3 นาที ในหนูที่กระตุ้นการอักเสบเฉพาะที่ผิวหนังด้วย LPS (100 ไมโครกรัมต่อ 100 ไมโครลิตรต่อจุด) พบว่าสามารถช่วยทำให้อุณหภูมิ และอัตราการไหลเวียนของเลือดที่อักเสบมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับหนูควบคุม หรือหนูที่รักษาด้วยนีโอโซมควบคุม แต่การรักษาด้วยการผลักสาร (Iontophoresis) โดยใช้นีโอไพล พบว่าประสิทธิผลในการช่วยลดอุณหภูมิหรืออัตราการไหลของเลือดไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม (ดลรวดี, 2552)

ไพล

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลองของสารสกัดเมทานอลจากเหง้าไพล ทดสอบด้วยวิธี DPPH (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) radical scavenging assay พบว่าสารสกัดเหง้าไพลในขนาด 500 µg/mL มีความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH ได้เท่ากับ 86% เมื่อเปรียบเทียบกับวิตามินซีในขนาด 0.1 mM ยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH ได้เท่ากับ 91% การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระไฮดรอกซี (Hydroxyl radical scavenging assay) โดยการวัดปริมาณ thiobarbituric acid ที่เกิดจากปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระไฮดรอกซีกับ deoxyribose ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเหง้าไพลด้วยเมทานอลในขนาดความเข้มข้น 1µg/mL ออกฤทธิ์แรงในการยับยั้งอนุมูลอิสระไฮดรอกซี ได้ร้อยละ 59 การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ superoxide ที่เกิดขึ้นจาก hypoxanthine/xanthine oxidase system อนุมูล superoxide ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็น reducing agents จะไป reduce NBT dye เกิด product สีน้ำเงินวัดผลจากปริมาณ nitroblue tetrazolium (NBT) ที่เกิดขึ้น ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเมทานอลขนาด 50 µg/mL สามารถยับยั้งอนุมูล superoxide ได้มากกว่า 75%  (Sharma, et al., 2007)
  • ฤทธิ์ต้านการแพ้ การทดสอบฤทธิ์ต้านการแพ้ในหลอดทดลอง ของสารสกัดเอทานอล สารสกัดน้ำ และน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าไพล โดยวัดการยับยั้งการหลั่ง β–hexosaminidase ตัวชี้วัดการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่หลั่งมาจาก RBL-2H3 basophilic leukemia cell line ของหนู ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าไพลสามารถยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ β–hexosaminidase ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 12.9 µg/ml ในขณะที่ยามาตรฐาน ketotifen fumalate มีค่า IC50 เท่ากับ 20.2 µg/ml (47.5 μM) สารสกัดน้ำมีค่า IC50 เท่ากับ 44.4 µg/ml ส่วนน้ำมันหอมระเหยไม่ออกฤทธิ์ เมื่อคิดเป็นร้อยละของการยับยั้งพบว่าสารสกัดเอทานอลในขนาดความเข้มข้น 10, 30 และ 100 µg/ml มีค่าในการยับยั้งการเกิดอาการแพ้คิดเป็นร้อยละ 39.1±5.1 (p < 0.05), 73.2±2.0 (p < 0.01)  และ 103.5 ± 0.9 (p < 0.01)  ตามลำดับ จากผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาการใช้ไพลในการรักษาอาการแพ้หรือโรคที่เกี่ยวกับอาการแพ้ได้ (Tewtrakul and Subhadhirasakul, 2007)
  • ฤทธิ์คลายตัวของกล้ามเนื้อมดลูก และกล้ามเนื้อเรียบอื่นๆ สาร D 4-(4-hydroxy-1-butenyl) veratrole ที่แยกได้จากเหง้าไพล ทำให้มดลูกคลายตัว เมื่อทดสอบในหนูขาวและในกระต่าย โดยใช้การทดลองกับมดลูกในตัวสัตว์ทดลอง พบว่าสาร D ทำให้เกิดการยับยั้งการหดตัวของมดลูกของหนูขาวที่เกิดขึ้นเอง และของกระต่าย ซึ่งการหดตัวถูกกระตุ้นให้เกิดโดยการใช้ออกซีโทซิน (oxytocin) การคลายตัวของมดลูกขึ้นกับความเข้มข้น โดยค่า ED50 เท่ากับ 95 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การตรวจสอบหาความแรงของสาร D เทียบกับไอโสโพรเทอรีนอล (Isoproterenol) โดยการใช้วิธี Four point assay ได้ค่าความแรงของสาร D ที่ทำให้มดลูกคลายตัวในหนูขาวไม่ตั้งครรภ์ หนูขาวตั้งครรภ์ และกระต่ายไม่ตั้งครรภ์ เป็น 1/1408, 1/204 และ 1/446 เท่าของไอโสโพรเทอรีนอล ตามลำดับ กลไกการออกฤทธิ์ของสาร D  หาได้โดยการเปรียบเทียบผลการทดลอง และทดสอบค่าทางสถิติกับไอโสโพรเทอรีนอล พาพาเวอรีน (papaverine) และอมิโนฟิลลิน (aminophylline) โดยใช้การทดลองกับมดลูกที่แยกออกมาจากตัวของหนูขาว พบว่า dose-response curve ของสาร D ขนานกับ dose-response curve ของพาพาเวอริน แต่ไม่ขนานกับ dose-response curve ของไอโสโพรเทอรีนอล และของอมิโนฟิลลิน นอกจากนั้นยังพบว่า โพรพราโนลอล (propranolol) ซึ่งเป็นตัวกั้นฤทธิ์โดยเฉพาะของไอโสโพรเทอรีนอล ไม่สามารถยับยั้งฤทธิ์ของพาพาเวอริน อมิโนฟิลลิน และสาร D ได้ จึงคาดว่าสาร D ไม่ได้ออกฤทธิ์ โดยผ่านการกระตุ้นบีต้าอดรีเนอจิกรีเซพเตอร์ และน่าจะมีกลไกการออกฤทธิ์เช่นเดียวกับพาพาเวอริน สาร D ยังมีผลทำให้กล้ามเนื้อเรียบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากมดลูกคลายตัวได้ ในการทดลองกับหลอดลมที่แยกออกมานอกตัวของหนูตะเภา พบว่าสาร D สามารถยับยั้งการหดตัวที่ถูกกระตุ้นโดยฮีสตามีน โดยมีค่า ED50 เท่ากับ 0.47 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วนการหดตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกมาจากตัวของหนูขาวที่ถูกกระตุ้นโดยอเซทิลโคลีน จะถูกยับยั้งได้โดยสาร D ซึ่งได้ค่า ED50 เท่ากับ 0.9 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร  หนูขาวที่สลบด้วยเพนโตบาบิทาล เมื่อให้สาร D จำนวน 4 ขนาด คือ 10, 20, 40 และ 80 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีผลทำให้ความดันโลหิตลดลงในระยะเวลาสั้นๆ (2 นาที) เท่านั้น และมีขนาดของความดันโลหิตที่ลดลงเท่ากับ 35-45% เมื่อทดสอบทางสถิติพบว่า การลดลงของความดันโลหิตมีความสัมพันธ์พอควรกับขนาดของสาร D  ผลของสาร D ต่ออาการทั่วไปของหนูขาว ที่ไม่ได้ทำให้สลบ โดยการทดสอบวิธี Hippocratic screening พบอาการของระบบประสาทส่วนกลางถูกกด มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อลาย และการหายใจถูกกด ขนาดต่ำสุดของสาร D ที่เริ่มทำให้หนูขาวตายด้วยระบบทางเดินหายใจล้มเหลวคือ 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ส่วนการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร ได้ค่า LD50 เท่ากับ 724 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือ 724 (605.08-825.36) มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (พูลทรัพย์, 2527)
  • ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของสารสกัดเมทานอลจากไพล และสารบริสุทธิ์ โดยทำการทดลองในหนูถีบจักร ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเมทานอลจากไพล ในขนาด 200 และ 400 มก./กก. เมื่อนำมาป้อนให้หนูก่อน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงเหนี่ยวนำให้หนูเกิดแผลในระบบทางเดินอาหารด้วย 1N HCl ปริมาณ 0.2 มล. พบว่าสามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 61.97% และ 83.10% ตามลำดับ จากนั้นจึงแยกสารองค์ประกอบหลักในส่วนสกัดย่อยที่ออกฤทธิ์ดีที่สุด ได้แก่ สารซีรัมโบน (zerumbone) แล้วนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ที่เหนี่ยวนำด้วยด้วยกรดไฮโครคลอริก, 95% เอทานอล และอินโดเมทาซิน พบว่าเมื่อให้ zerumbone ในขนาด 20 มก./กก. สามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 45.77%, 29.07% และ 64.76% ตามลำดับ และเมื่อให้ zerumbone ขนาด 40 มก./กก. ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 92.25%, 45.35% และ 72.38% ตามลำดับ โดยสรุปสาร zerumbone ออกฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ดีเมื่อเหนี่ยนำให้เกิดแผลด้วยกรด HCl และยา indomethacin และออกฤทธิ์ได้ปานกลางเมื่อเหนี่ยวนำด้วยเอทานอล เมื่อเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบัน omeprazole ขนาด 30 มก./กก. ที่สามารถยับยั้งการเกิดแผลที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยกรดไฮโครคลอริกได้เพียง 38.03% ในขณะที่ยา lansoprazole ขนาด 30 มก./กก. สามารถยับยั้งการเกิดแผลที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย 95% เอทานอล ได้เพียง 37.21% และยา sucrafate ขนาด 100 มก./กก. สามารถยับยั้งการเกิดแผลที่เหนี่ยวนำด้วยอินโดเมทาซินได้ 52.38% จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่า สารซีรัมโบน (zerumbone) ในไพลมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยกรดไฮโครคลอริก 95% เอทานอล และอินโดเมทาซินได้ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นยาต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ต่อไป (Al-Amin, et al, 2012)
  • ฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด การศึกษาฤทธิ์เกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดในหลอดทดลอง โดยใช้เลือดจากใบหูกระต่าย พบว่าสาร DMPBD, ยา aspirin และ ยา phenidone มีผลยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดที่ถูกกระตุ้นโดย collagen ได้โดยมีค่า  IC50 เท่ากับ 0.35, 0.43 และ  0.03 mM และค่า IC50 ของการใช้สาร DMPBD, aspirin และ  phenidone เมื่อใช้  ADP, AA และ PAF ในการกระตุ้น มีค่าเท่ากับ 4.85, 3.98 และ 1.30 mM ; 0.94, 0.13 และ 0.04 mM ;  1.14, 6.96  และ 2.40 mM ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า สาร DMPBD มีคุณสมบัติในการยั้บยั้งการอักเสบที่มีประสิทธิภาพดี ออกฤทธิ์โดยการยั้บยั้งเอนไซม์  cyclooxygenase  และ Lipoxygenase โดยการทดลองพบว่ามีการออกฤทธิ์ผ่าน Lipoxygenase pathways เป็นหลัก (Jeenaponga, et al, 2003)

การศึกษาทางคลินิก

  • การรักษาอาการอักเสบ ปวด บวม ฟกช้ำ การศึกษาฤทธิ์ลดอาการปวดกล้ามเนื้อของไพลในรูปแบบครีมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 7 และ 14 ในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 75 คน ที่ทำการออกกำลังกายโดยการการยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าให้เหยียดยาวออก 25 ครั้ง จำนวน 4 รอบ โดยใช้เครื่อง Isokinetic Dynamometer ช่วยกำหนดความเร็ว และแรงต้านทาน ในการทดสอบสุ่มให้ไพลในรูปแบบครีมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 7 และ 14 หรือ ยาหลอก ในแต่ละกลุ่ม ทาครีมทดสอบทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลานาน 7 วัน ผลการศึกษาพบว่า ไพลในรูปแบบครีมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 14 สามารถลดการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาหลอก [mean difference (MD) of −82% (95% Confidence Interval, CI: −155%, −6%), p= 0.03]  การศึกษาฤทธิ์ลดอาการข้อเท้าเคล็ด โดยการสุ่มให้ไพลในรูปแบบครีมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 14 หรือยาหลอกแก่ผู้ป่วยจำนวน 21 คน แล้วทำการวัดระดับความเจ็บปวดทุกวันจนถึงวันที่ 7 พบว่า ในวันที่ 5 และ 6 ไพลในรูปแบบครีมที่มีความเข้มข้นร้อยละ 14 สามารถลดอาการปวดได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาหลอก (p<0.05) (Chongmelaxme, et al., 2017) การทดลองประสิทธิภาพของครีมไพลจีซาลในนักกีฬาที่บาดเจ็บข้อเท้าแพลง 21 ราย โดยกลุ่มที่ได้รับยาไพลจีซาล 10 ราย ยาหลอก 11 ราย พบว่านักกีฬากลุ่มที่ได้รับยาไพลจีซาล มีการบวมเพิ่มขึ้นของข้อเท้าน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกของการรักษา ช่วยลดอาการปวด โดยผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดแก้ปวด paracetamol น้อยกว่า ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก และช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อเท้าดีขึ้น โดยขยับข้อเท้าลงได้ดีกว่า (คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา, 2549)
  • ฤทธิ์ต้านฮีสตามีน การศึกษาฤทธิ์ในการลดผื่นนูนแดง ของยาเม็ดที่มีไพลแห้งขนาด 500 mg ในผู้ป่วยเด็กจำนวน 24 คน ที่เป็นโรคหอบหืด เปรียบเทียบกับยารักษาอาการแพ้มาตรฐานคลอเฟนิรามีน ในขนาด 0.1 mg/kg โดยฉีดฮิสตามีนในขนาด 0.02 ml เข้าใต้ผิวหนัง เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดผื่นนูนแดง วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของผื่น ที่เวลา 1.30 ชั่วโมง พบว่ายาเม็ดไพล 500 mg สามารถลดขนาดของผื่นนูนแดงได้ โดยที่ขนาดของผื่นก่อน และหลังการให้ยาเม็ดไพล เท่ากับ 9.6±1.1 mm และ 8.6±1.0 mm ตามลำดับ แต่มีฤทธิ์น้อยกว่ายามาตรฐานคลอเฟนิรามีน โดยขนาดของตุ่มบวมก่อนและหลังการให้ยาคลอเฟนิรามีน เท่ากับ 9.6±1.4 mm และ 7.9±0.9 mm ตามลำดับ (Chongmelaxme, et al., 2017)
  • ฤทธิ์รักษาโรคหอบหืด ศึกษาฤทธิ์ของไพล ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก  เพื่อดูผลของไพลในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการหอบ ได้ศึกษาในผู้ป่วยเด็ก 8 ราย มีอาการหอบในขณะทำการศึกษา และไม่ได้รับยาชนิดใดมาก่อน ได้ให้ผู้ป่วยรับประทานไพลขนาด 250 มิลลิกรัม พบว่าค่าเฉลี่ยของผู้ป่วยหลังการให้ไพลมีอาการหอบลดลง หน้าที่ปอดดีขึ้น ชีพจร และความดันเลือดไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยรายที่ไม่ได้ผลเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหอบรุนแรง ช่วงที่สอง  ได้ศึกษาผลของไพล ในการรักษาโรคหืดในระยะยาว โดยศึกษาในผู้ป่วย 12 ราย ให้ผู้ป่วยรับประทานไพลประจำครั้งละ 1 แคปซูล (มีไพล 130 มิลลิกรัม) หลังอาหารเช้าและเย็น เป็นเวลา 3 เดือน การศึกษาพบว่า ระหว่างการใช้ไพล ผู้ป่วยมีอาการหอบลดลง (คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา, 2549) การทดสอบฤทธิ์ของไพลในการป้องกันอาการหอบหืดในผู้ป่วยโรคหืดเรื้อรัง ที่มีอาการของโรคในขนาดปานกลางจำนวน 22 ราย โดยใช้ยาในขนาด 500, 750 และ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน กับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 35-50, 50-55 และตั้งแต่ 55 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ยาโดยแบ่งให้กินวันละ 2 ครั้ง ผลการศึกษาพบว่า ไพลทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ตั้งแต่น้อยถึงมากเป็นจำนวน 19 ราย และไม่ได้ผล 3 ราย อาการแทรกซ้อนเนื่องจากยามีน้อยมาก ส่วนใหญ่ทำให้ผู้ป่วยมีจำนวนครั้งอุจจาระเพิ่มขึ้นแต่ไม่รุนแรง (คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา, 2549)
  • ฤทธิ์ก่อมะเร็ง การศึกษาการก่อมะเร็งของสารสกัด และสารบริสุทธิ์จากไพล ได้แก่ สารสกัดด้วยเฮกเซน, steam distillate, สาร D acetate, สาร D palmitate โดยใช้ในหลายรูปแบบการทดลอง และเปรียบเทียบกับสารก่อมะเร็งมาตรฐาน พบว่าสารสกัดด้วยเฮกเซน และ steam distillate มีคุณสมบัติในการก่อกลายพันธุ์อย่างชัดเจน ในขณะที่สารบริสุทธิ์ คือ สาร D, สาร D acetate มีคุณสมบัติในการกลายพันธุ์อย่างอ่อนมาก โดยแปรกับสัดส่วนขนาดที่ใช้ใน Salmonella TA-100 นอกจากนี้พบว่าเป็น indirect mutagens คือต้อง อาศัย metabolic activation จาก S-9 fraction จึงจะสามารถก่อกลายพันธุ์ได้ การทดลองคุณสมบัติในการ transformation ใน 3T3 cell line พบว่าสารสกัดเฮกเซน และสาร D acetate สามารถ transform cell ได้ในลักษณะแปรเป็นสัดส่วนกับขนาดที่ใช้ โดยที่สารสกัดเฮกเซนมีฤทธิ์สูงกว่า เมื่อศึกษาในระบบ medium term assay ในหนูขาว พบว่าสารทั้ง 4 ชนิดคือ สารสกัดเฮกเซน, สาร D, สาร D acetate และสาร D palmitate ไม่ชักนําให้เกิด altered hepatic foci หรือ hyperplastic nodules เลย แม้ว่าสัตว์ทดลองจะได้รับ sublethal dose ถึงสองครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ แล้วตามด้วยการทํา partial hepatectomy 1 สัปดาห์ต่อมาก็ตาม (เรณู และคณะ, 2533)

การศึกษาทางพิษวิทยา

  • การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ และพิษระยะยาวเมื่อให้หนูกินสรุปว่า ไพลในขนาดที่ใช้รักษาปกติ ไม่ปรากฏความเป็นพิษทั้งระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546)
  • การศึกษาพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรังของไพลในหนูถีบจักร หนูขาว และลิงแสม พบว่าหนูถีบจักรไม่แสดงอาการพิษเฉียบพลันใด ๆ เมื่อป้อนผงไพลขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ค่า LD50  ของสารสกัดไพลที่ให้ทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังมากกว่า 20 กรัม/กิโลกรัม แต่เมื่อฉีดเข้าช่องท้องเท่ากับ 14.8 กรัม/กิโลกรัม  (นาถฤดี และคณะ, 2533)
  • การศึกษาพิษเรื้อรังของไพลในหนูขาว 192 ตัว ซึ่งแบ่งเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 24 ตัว แต่ละกลุ่มมีทั้งเพศผู้เเละเพศเมียอย่างละ 12 ตัว หนูขาวสี่กลุ่มแรกให้กินอาหารผสมไพล 0.033, 0.5 และ 5.0% เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่กินอาหารปกติ และอีกสี่กลุ่มที่เหลือให้กินอาหารปกติ แต่ป้อนยาไพล 0.02, 0.3 และ 3.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ป้อน 1.0% tragacanth เมื่อครบกำหนด 1 ปี ตรวจสอบทางโลหิตวิทยา และชีวเคมี แล้วผ่าซากชันสูตรอวัยวะภายใน และตรวจสอบทางจุลพยาธิวิทยา ผลการศึกษาพบว่า หนูขาวทั้งสองเพศ กลุ่มกินอาหารผสมไพล 5.0%  ตายก่อนเสร็จสิ้นการทดลอง หนูเพศผู้กินอาหารผสมไพลได้น้อยกว่ากลุ่มที่กินอาหารปกติ 5, 10 และ 43% จึงเจริญเติบโตช้าลงตามลำดับ ผลการตรวจสอบทางโลหิตวิทยาอยู่ในเกณฑ์ปกติทุกกลุ่ม การตรวจสอบทางชีวเคมีพบว่าหนูที่กินอาหารผสมไพลมีระดับโปรตีนรวม และโกลบูลินสูง (P<0.05) สำหรับหนูขาวที่ป้อนยาไพล 3 กลุ่ม เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่า หนูเพศผู้ที่ป้อนยาไพล 3.0 กรัม/กิโลกรัม/วัน กินอาหารได้น้อยกว่ากลุ่มควบคุม 12% จึงเจริญเติบโตช้า ผลการตรวจสอบทางโลหิตวิทยา อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกกลุ่ม การตรวจสอบทางชีวเคมี พบว่าหนูที่กรอกยาไพลมีระดับอัลบูมินต่ำ SGOT และ SGPT สูง (P<0.05)  ผลการชันสูตรซากของหนูขาวทั้งหมด พบว่าหนูขาวที่ได้รับไพลติดต่อกัน 1 ปี มีตับผิดปกติ เช่น ตับแข็ง เนื้อตับเป็นปุ่มปม บางตัวมีเนื้องอกที่ตับ ตับและม้ามของหนูกลุ่มป้อนยาไพลมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามขนาดของไพลที่ได้รับ ส่วนผลการศึกษาทางจุลพยาธิวิทยา พบว่าเซลล์ของตับหนูผิดปกติ และเพิ่มจำนวนขึ้นตามขนาดของไพลที่ได้รับ ความผิดปกติที่ตรวจพบได้แก่ ตับแข็ง และเกิดการก่อมะเร็งที่เซลล์ของตับ แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่อวัยวะอื่น (นาถฤดี และคณะ, 2533)

เอกสารอ้างอิง

  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพรไทย เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.”ไพล”.
  • คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย:กรุงเทพมหานคร.
  • ชลิต พงศ์ศุภสมิทธิ์, เบญจวรรณ สมบูรณ์, สุภักตร์ ปัญญา, นงลักษ์ ชูพันธ์. ผลผลิตระหว่างหัวพันธ์ที่แตกต่างกันของไพล. รายงานผลการวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้, 2554.
  • ดลรวี ลีลารุ่งระยับ. การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบของนีโอไพลและแนวทางการประยุกต์มาใช้ทางด้านกายภาพบำบัด. โครงการวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552.”ไพล”.
  • นาถฤดี สิทธิสมวงศ์, วิเชียร ลีลาสง่าลักษณ์, เจษฎา เพ็งชะตา, ทรงพล ชีวะพัฒน์, เอมมนัส หวังหมัด, พัชรินทร์ รักษามั่น และคณะ. การศึกษาพิษของไพล. รายงานการวิจัยในโครงการพัฒนายาไพลเพื่อใช้รักษาโรคหืด, 2533.”ไพล”.
  • พูลทรัพย์ โสภารัตน์. การคลายตัวของกล้ามเนื้อมดลูก และกล้ามเนื้อเรียบอื่นๆ จากสาร D ซึ่งสกัดได้จาก “ไพล”. [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่;2527.
  • รังสรรค์ ปัญญาธัญญะ, วันทนา งามวัฒน์, ปราณี ชวลิตธำรง, อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์, โอรส ลีลากุลธนิต, จรินทร์ จันทรฉายะ. การศึกษาความเป็นพิษของไพลในหนู .สารศิริราช 2529;38(6):413-416.”ไพล”.
  • รัตติมา จีนาพงษา. ฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัด DMPBD จากไพล [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล,2537.
  • เรณู โกยสุโข,ไชยยศ บุญญากิจ, พิทยา ตันติเวชวุฒิกุล, วุฒิชัย นุตกุล, อรษา ปานเจริญ, วรรณี โรจน์โพธิ์ และคณะ. การศึกษาฤทธิ์ก่อมะเร็งของสารสกัดและสารบริสุทธิ์จากไพล. รายงานการวิจัย: โครงการพัฒนายาไพลเพื่อใช้รักษาโรคหืด, 2533.
  • วิรัตน์ นิวัฒนนันท์. ฤทธิ์ระงับอาการอักเสบ ของสารสกัดที่พบในไพล [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต]. เชียงใหม่. มหาวิทยาลับเชียงใหม่;2532.
  • ศักดิ์ชัย อัษญูคุณ ,วัลภา อนันตศานต์. การศึกษาพิษโดยเฉียบพลันของน้ำสกัดหัวไพล. ไทยเภสัชสาร 2520;3(1):14.”ไพล”.
  • Al-Amin M, Sultana GNN, Hossain CF. Antiulcer principle from Zingiber montanum. J Ethnopharmacology. 2012;141: 57-60.
  • Chongmelaxme B, Sruamsiri R, Dilokthornsakul P, Dhippayom T, Kongkaew C, Saokaew S, et al. Clinical effects of Zingiber cassumunar (Plai): A systematic review. Complementary Therapies in Medicine. 2017;35:70-77.
  • Han A-R, Kim M-S, Jeong YH, Lee SK, Seo E-K. Cyclooxygenase-2 inhibitory phenylbutenoids from the rhizomes of Zingiber cassumunar. Chem Pharm Bull. 2005;53(11):1466-1468.
  • Jeenaponga R, Yoovathaworn K,Sriwatanakul KM, Pongprayoon U,Sriwatanakul K. Anti-inflammatory activity of (E)-1-(3, 4-dimethoxyphenyl) butadiene from Zingiber cassumunarRoxb. J Ethnopharmacology. 2003;87: 143-148.
  • Ozaki Y, Kawahara N, Harada M. Anti-inflammatory effect of Zingiber cassumunar Roxb. and its active principles. Chem Pharma Bull. 1991;39(9):2353-2356.
  • Sharma GJ, Chirangini P, Mishra KP. Evaluation of anti-oxidant and cytotoxic properties of tropical ginger, Zingiber montanum (J. König) A. Dietr. Gardens’ Bulletin Singapore. 2007;59(1-2):189-202.
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-1.
  • Tewtrakul S, Subhadhirasakul S. Anti-allergic activity of some selected plants in the Zingiberaceae family. J Ethnopharmacology. 2007;109:535-538.