กระทือ เป็นพันธุ์ไม้ประดับที่นิยมปลูกกันโดยต้นและดอกของกระทือมีลักษณะที่แปลกตา และมีสีสันสวยงาม นอกจากนั้น ยังนิยมนำแก่นลำต้นหรือยอดอ่อนรวมถึงหัวอ่อนมารับประทาน นอกจากนั้นน้ำมันหอยระเหยภายในตัวของของพืชชนิดนี้ยังสามารถช่วยกำจัดตัวอ่อนแมลงและลูกน้ำยุงลายได้อีกด้วยนอกจากประโยชน์ที่กล่าวมานั้น กระทือยังเป็นสมุนไพรเครื่องยา “พิกัดตรีผลธาตุ”ซึ่งประกอบไปด้วย เหง้ากระทือ หัวตะไคร้หอม เหง้า ไพล มีสรรพคุณ บำรุงธาตุไฟ แก้ไข้ตัวร้อน แก้กำเดา แก้ฟกบวมปวดเมื่อย

กระทือ (Shampoo ginger) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นอื่นว่า เฮียวแดง (แม่ฮ่องสอน), กระทือป่า กะแวน กะแอน แสมดำ เฮียวดำ แฮวดำ (ภาคเหนือ), ทือ กะทือ เป็นต้น

กระทือ

ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายพันธุ์ของกระทือ

กระทือ มีถิ่นกำเนิดบริเวณเอเชียใต้ บริเวณประเทศอินเดีย และศรีลังกา ต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่น บังคลาเทศ,พม่า,ไทย.มาเลเซีย,ลาว,อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยมักพบแพร่กระจายทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และชอบขึ้นบริเวณดินร่วน โดยเฉพาะบริเวณที่ชื้นข้างลำน้ำ สำหรับในประเทศไทย พบขึ้นมากตามป่าดงดิบที่มีความชื้นสูงทางภาคเหนือ รวมถึงตามริมลำธารของชายป่าในภาคใต้

ประโยชน์และสรรพคุณของกระทือ

  • ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง
  • ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
  • ช่วยขับน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร
  • ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร
  • ทำให้สามารถรับประทานอาหารมีรสได้
  • ช่วยแก้โรคผอมแห้ง ผอมเหลือง
  • ช่วยขับเลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ
  • แก้เบาเป็นโลหิต
  • แก้ไอ
  • มีการใช้เหง้ากระทือในตำรับยา “พิกัดตรีผลธาตุ” ซึ่งประกอบไปด้วย เหง้ากระทือ เหง้าไพล หัวตะไคร้หอม โดยตำรับยานี้มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้ไข้ตัวร้อน และช่วยแก้เลือดกำเดาไหล
  • ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก
  • กระทือมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้
  • ช่วยแก้ไข้เรื้อรัง
  • ช่วยแก้ไข้ต่าง ๆ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ตัวเย็นที่รู้สึกร้อนภายใน
  • ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ
  • ดอกช่วยแก้ลม
  • ช่วยแก้บิด บิดป่วงเบ่ง แก้อาการปวดท้อง อาการปวดมวนในท้อง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง และช่วยขับผายลมในลำไส้
  • ช่วยกล่อมอาจมหรืออุจจาระ ใช้สูตรเดียวกันกับแก้บิด
  • เหง้าหรือหัวกระทือประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) ที่ประกอบไปด้วยสาร Methyl-gingerol, Zingerone, และ Citral ซึ่งมีฤทธิ์ในการขับลมได้และไม่มีพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร
  • เหง้าช่วยขับปัสสาวะ
  • เหง้ากระทือมีสรรพคุณช่วยแก้ฝี
  • ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ด้วยการใช้หัวกระทือนำมาฝนแล้วใช้ทาบริเวณที่มีอาการเคล็ด
  • ช่วยบำรุงและขับน้ำนมของสตรี

กระทือ

ลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปของกระทือ

  • ลำต้นของกระทือ กระทือจัดเป็นพรรณพืชล้มลุกมีอายุมีกว่าหนึ่งปีโดยลำต้นของกระทือแบ่งเป็น 2 ส่วนลำต้นบนดินมีลักษณะจัดเป็นไม้เนื้ออ่อนมีแกนเป็นใยแก้วลำต้นมีลักษณะกลม ถูกหุ้มด้วยกาบใบ ทั้งนี้ ลำต้น และใบเหนือดินจะเหลือง และแห้งในหน้าแล้ง ลำต้นอีกส่วนใต้ดิน เหง้ามีลักษณะกลม แยกออกเป็นแง่ง และมีรากแขนงแทงลึกลงดิน คล้ายเหง้าข่า แต่ละปลายแง่งจะเจริญเป็นหน่อแทงขึ้นกลายเป็นลำต้นเหนือดิน เหง้าอ่อนหรือหน่อหน่ออ่อนมีกาบหุ้มหน่อสีม่วง เนื้อเหง้ามีสีขาว เหง้าแก่มีสีเหลืองอมน้ำตาล เนื้อเหง้าด้านในมีสีเหลืองอ่อน
  • ใบของกระทือ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แทงใบออกเยื้องสลับกันตามความสูงของลำต้น ใบมีกาบใบหุ้มติดแน่นกับแกนลำต้น ใบมีก้านใบสั้นติดกับกาบใบ ใบมีรูปหอกยาว แผ่นใบเรียบ ใบอ่อนมีสีเขียวสด ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย โคนใบสอบแคบ ปลายใบแหลมเล็ก แผ่นใบมองเห็นริ้วเป็นเส้นตามแนวยาวรางๆ มีเส้นกลางใบขนาดใหญ่ชัดเจน
  • ดอกของกระทือ ออกดอกเป็นช่อ แทงก้านช่อดอกตั้งตรงจากเหง้าขึ้นมาเหนือดิน ก้านช่อดอกมีลักษณะกลมโคนช่อดอกกว้าง และค่อยๆเล็กลง และมนที่ปลาย บนช่อดอกประกอบด้วยใบประดับที่ซ้อนเรียงติดกันเป็นกลีบๆ แต่ละกลีบมีรูปสามเหลี่ยม ปลายเหลี่ยมมน ขอบกลีบมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ช่อดอกอ่อนมีใบประดับสีเขียว จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงหรือสีแดงสด เมื่อดอกบาน ตัวดอกจะแทงออกจากซอกระหว่างใบประดับแต่ละอัน
  • ผลของกระทือ ผลกระทือจะแทรกอยู่ตรงซอกของใบประดับ มีรูปไข่กลับส่วนเมล็ดมีลักษณะกลม เปลือกหุ้มเมล็ดมีสีดำ ผิวเมล็ดเรียบ และเป็นมัน ทั้งนี้ จะติดผลในช่วงเดือนตุลาคม

ตำรายาไทย มีการใช้กระทือใน “พิกัดตรีผลธาตุ” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้ธาตุทั้งสี่ 3 อย่าง มีเหง้ากระทือ เหง้าไพล หัวตะไคร้หอม มีสรรพคุณบำรุงไฟ แก้ไข้ตัวร้อน แก้กำเดา

บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุตำรับ “ยาเลือดงาม” มีส่วนประกอบของเหง้ากระทือร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิด

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา

  1. แก้ท้องอืดเฟ้อ และปวดท้อง

ใช้เหง้าสดขนาด  20  กรัม  ย่างไฟพอสุก  ตำ  เติมน้ำปูนใส  ประมาณ  1/2  แก้ว  (110 มิลลิลิตร)  ดื่มแต่น้ำ  ขณะที่มีอาการ

  1. แก้บิด (ปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดด้วย)

ใช้เหง้า หรือหัวสดครั้งละ 2 หัว (ประมาณ 15 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำปูนใส คั้นเอาน้ำดื่ม

องค์ประกอบทางเคมี

ในเหง้าแก่  มีน้ำมันหอมระเหย  ที่มีองค์ประกอบของ methylgingerol , zingerone , citral

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลอง ของสารบริสุทธิ์ 4 ชนิด ที่แยกได้จากเหง้ากระทือ ได้แก่ zerumbone(1), 3-O-methyl kaempferol(2), kaempferol-3-O-(2, 4-di-O-acetyl-α-L-rhamnopyranoside) (3) และ  kaempferol-3-O-(3,4-di-O-acetyl-α-L-rhamnopyranoside) (4) โดยดูผลการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ และ prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องในขบวนการอักเสบที่หลั่งจากแมคโครฟาจ (RAW 264.7 murine macrophage cell lines) ของหนู โดยใช้ lipopolysaccharide (LPS) เป็นสารกระตุ้นการอักเสบ ผลการทดสอบพบว่าสาร (1) และ (2) มีฤทธิ์แรงในการยับยั้งการสร้าง NO ได้ร้อยละ 84.1 ± 2.31 และ 47.1 ± 2.97ตามลำดับ โดยสามารถยับยั้งการผลิต NO ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีค่า IC50 เท่ากับ 4.37 และ 24.35 µM ตามลำดับ ฤทธิ์ยับยั้งการหลั่ง prostaglandin E2 (PGE2) พบว่าสาร (1) และ (2) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่ง PGE2ได้ร้อยละ 51.0 ± 12.7 และ 68.6 ± 15.9 ตามลำดับ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 20 และ 40 µM ตามลำดับ (Chien, et al., 2008)
  • ฤทธิ์ลดการบวมที่อุ้งเท้าหนู การทดสอบฤทธิ์ลดการบวมที่อุ้งเท้าหนูถีบจักร สายพันธุ์ ICR โดยการฉีดสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากเหง้ากระทือ ได้แก่  zerumbone ขนาด 10 mg/kg ก่อนให้คาราจีแนน1 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบวมที่อุ้งเท้าด้านหลังของหนู แล้วบันทึกผลปริมาตรการบวมของอุ้งเท้าด้วยเครื่อง plethysmometer ที่เวลา 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 ชั่วโมง ผลการทดสอบพบว่าสาร zerumbone และสารมาตรฐาน indomethacin ขนาด 100 mg/kg สามารถลดปริมาตรการบวมได้ โดยมีค่าร้อยละของการเพิ่มขึ้นของปริมาตรอุ้งเท้าเท่ากับ 38.8±16.7 และ 51.0±16.7% (P<0.01 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม) ตามลำดับ โดยสาร zerumbone ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน โดยสรุปสาร zerumbone มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และลดการบวมได้ดีที่สุด โดยสามารถยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ เมื่อทดสอบในหลอดทดลอง และลดการบวมที่อุ้งเท้าหนูได้ (Chien, et al., 2008)

 

  • ฤทธิ์แก้ปวด ทดสอบฤทธิ์แก้ปวดของน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จากเหง้ากระทือ ในหนูถีบจักรเพศผู้สายพันธุ์ ICR โดยกระตุ้นให้หนูเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยการฉีดกรดอะซิติก (writing test) ซึ่งแสดงถึงการเจ็บปวด โดยให้น้ำมันหอมระเหยในขนาดความเข้มข้นต่างๆ แก่หนูแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีดกรดอะซิติกเข้าทางช่องท้องเพื่อกระตุ้นการปวด ผลการศึกษาพบว่าเมื่อให้หนูได้รับน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ โดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง และให้ทางปาก ในขนาดความเข้มข้น 50, 100, 200 หรือ 300 mg/kg มีฤทธิ์ระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าการยับยั้งอาการปวดเมื่อให้โดยวิธีการฉีดเท่ากับ 23.02, 53.89, 83.63 และ 98.57% ตามลำดับ และค่าการยับยั้งการปวดเมื่อให้ทางปากเท่ากับ 13.04, 28.30, 54.69 และ 75.68% ตามลำดับ ค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งอาการปวดได้ร้อยละ 50 (ID50) โดยวิธีการฉีด และให้ทางปากเท่ากับ 88.8 และ 118.8 mg/kg ตามลำดับ แสดงว่าการฉีดมีผลยับยั้งการปวดได้ดีกว่าการกิน ดังนั้นจึงเลือกใช้วิธีการฉีดในการศึกษาวิธีอื่นๆ ต่อไป  การศึกษาฤทธิ์ระงับปวดโดยใช้สารกระตุ้นการปวด 3 ชนิด ได้แก่ capsaicin, glutamate และ phorbol 12-myristate 13-acetate (PMA) ทดสอบโดยฉีดน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ เข้าทางช่องท้องหนู ในขนาดความเข้มข้น 50, 100, 200 หรือ 300 mg/kg แก่หนูแต่ละกลุ่ม ใช้ยาแอสไพริน (100 mg/kg, i.p.) และ capsazepine (0.17 mmol/kg, i.p.) เป็นสารมาตรฐาน  หลังฉีดสารทดสอบแล้ว 30 นาที จึงฉีดสารกระตุ้นการปวดชนิดต่างๆ ที่บริเวณอุ้งเท้าหลังด้านขวา แล้วสังเกตพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลียของหนู (แสดงถึงการเจ็บปวด) ผลการทดสอบโดยใช้ capsaicin เป็นสารกระตุ้นการปวดพบว่าสารสกัดความเข้มข้น  100, 200 และ 300 mg/kg สามารถระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยมีค่าการยับยั้งการปวดเท่ากับ 33.00, 73.40 และ 97.64% ตามลำดับ มีค่า ID50 เท่ากับ 128.8 mg/kg ขณะที่สารมาตรฐานแอสไพริน และ capsazepine มีค่าการยับยั้งเท่ากับ 40.07 และ 62.29 % ตามลำดับ ผลการทดสอบเมื่อใช้ glutamate เป็นสารกระตุ้น พบว่าสารสกัดทุกความเข้มข้น  และยามาตรฐานแอสไพริน สามารถระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยมีค่าการยับยั้งเท่ากับ 11.27, 41.70, 64.81, 99.30 และ 63.88% ตามลำดับ ค่า ID50 ของน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ มีค่าเท่ากับ 124.8 mg/kg  ผลการทดสอบเมื่อใช้ phorbol 12-myristate 13-acetate (PMA) เป็นสารกระตุ้นการปวด พบว่าสารสกัดทุกความเข้มข้น  และยามาตรฐานแอสไพริน สามารถระงับปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  โดยมีค่าการยับยั้งการปวดได้เท่ากับ 59.94, 80.42, 94.58,100 และ 56.93% ตามลำดับ ค่า ID50 ของน้ำมันหอมระเหยจากกระทือ มีค่าการยับยั้งเท่ากับ 40.29 mg/kg  จากการศึกษาสรุปได้ว่าน้ำมันหอมระเหยจากกระทือสามารถลดอาการปวดได้ ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในทางคลินิกสำหรับบรรเทาอาการปวดได้ต่อไป (Khalid, et al., 2011)

การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่พบอาการเป็นพิษ

เอกสารอ้างอิง

  • ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพรไทย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.”กระทือ”.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : thaicrudedrug.com.  [21มกราคม 2020].
  • Chien TY, Chen LG, Lee CJ, Lee FY, Wang CC. Anti-inflammatory constituents of Zingiber zerumbet. Food Chemistry. 2008;110:584-589.
  • Khalid MH, Akhtar MN, Mohamad AS, Perimal EK, Akira A, Israf DA, et al. Antinociceptive effect of the essential oil of Zingiber zerumbet in mice: Possible mechanisms. J ethnopharmacology. 2011;137: 345-351.
  • Somchit MN, Mak JH, Bustamam AA, Zuraini A, Arifah AK, Adam Y, et al. Zerumbone isolated from Zingiber zerumbet inhibits inflammation and pain in rats. J Med Plants Res. 2012;6(2):177-180.